TM ACADEMY

หลักการและเหตุผล

สนับสนุนโดย

   ในอดีตประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นประเทศฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติและบริษัทร่วมลงทุน อย่างไรก็ตามจากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบให้บริษัทข้ามชาติและบริษัทร่วมทุนมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคเอกชนในประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพการแข่งขันที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่ทันสมัยบนพื้นฐานการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม อีกทั้งในปัจจุบันบริษัทข้ามชาติและบริษัทไทยมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความต้องการบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรใน 4 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก (Key Technologies) อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Material Technology, Energy and Environment) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต อย่างไรก็ตาม บุคลากรด้าน วทน. ของประเทศไทยมีการกระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐ จึงเป็นผลให้พัฒนาการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภาคเอกชนเป็นไปอย่างช้า ๆ

   เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วนและเตรียมความพร้อมของประเทศในด้านบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ
(สวทน.) จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility)” โดยมีวัตถุประสงค์ยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันของภาคเอกชน ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน (University – Industry Linkage) การเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปร่วมทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมกับภาคเอกชนที่กำลังขาดแคลนบุคลากร วทน. เป็นจำนวนมาก และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ซึ่งปัจจุบันยังเป็นนิสิตนักศึกษา รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพนักวิจัยของสถานประกอบการ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีได้ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากร วทน. ออกไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีจำนวนบุคลากรออกไปปฏิบัติงานแล้วทั้งสิ้น (นักวิจัย+นักศึกษา) 95 คน จาก 25 โครงการ โดยมหาวิทยาลัยได้ทำการผลักดันให้เกิดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิด University-Industrial Linkage อย่างยั่งยืน เกิดงานวิจัยพัฒนาและแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาทักษะของบุคลากรและนักศึกษาให้มีการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด

จากการปฏิบัติงาน โครงการ Talent Mobility ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทยนั้น มิใช่เพียงแต่การพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) คือการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี การสร้างมาตรฐานสินค้า การใช้เทคโนโลยี 4.0 ในระบบบริหารจัดการ ซึ่งมักเป็นปัญหาในลักษณะคล้ายกัน อีกทั้งการดำเนินงานที่ผ่านมายังประสบปัญหาในเรื่องที่สถานประกอบการต้องการทำงานร่วมกับนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เท่านั้น จึงทำให้จำนวนนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอด ถ่ายทอดองค์ความรู้ เรื่องการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี และการจัดการเทคโนโลยีในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างภาคมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีและเครือข่าย จึงมีแนวคิดที่จะจัดทำโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการออกปฏิบัติงานร่วมกับสถานประกอบการ (Mentor) ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ซึ่งโครงการนี้จะมีการถอดบทเรียนจากการปฏิบัติงานในสถานประกอบการของผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน (Mentor) โดยจะแบ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การอบรมองค์ความรู้พื้นฐานเรื่องการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาเชิงเทคโนโลยี การบริหารจัดการเทคโนโลยีในโรงงานอุตสาหกรรม และการสร้างมาตรฐานสินค้าและโรงงาน สำหรับนักวิจัยที่สนใจ รวมถึงบุคลากรที่เป็นตัวแทนจากสถานประกอบการ

ระยะที่ 2 การออกไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการของนักวิจัยที่ผ่านการอบรมและมีศักยภาพที่จะทำงานในสถานประกอบการภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน (Mentor)

ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องนั้นจะทำการคัดเลือกจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ชีววิทยาและสมุนไพร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลัก (Key Technologies) ที่มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้กลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องจะต้องมีความต้องการการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและเทคโนโลยีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อีกทั้งมีความต้องการนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมนำร่องนี้เป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการจัดการแก้ปัญหาทางเทคนิค การแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี การสร้างมาตรฐานสินค้าและโรงงาน การใช้เทคโนโลยี 4.0 ในระบบบริหารจัดการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ รวมถึงการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้อย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของโครงการ

2.1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคเอกชน
2.2. พัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ในกลุ่มวัสดุ (เน้นพลาสติกและพอลิเมอร์) กลุ่มสิ่งแวดล้อม และกลุ่มชีววิทยาและสมุนไพรของเครือข่าย Talent Mobility จากการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ (Mentors) ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
2.3. สร้างชุดองค์ความรู้การออกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ (ถอดบทเรียน) ทำสื่อที่จะนำร่องถ่ายทอดประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ (Mentors) สู่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents)
2.4. พัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) จากผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ (Mentors) ในกลุ่มเทคโนโลยีหลักที่ต่อยอดจากแพลตฟอร์มเครือข่าย Talent Mobility
2.5. พัฒนาแพลตฟอร์มและกลไกการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการของโครงการ Talent Mobility เพื่อรองรับการขยายผลการดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการ สถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น

กรอบแนวคิดการดำเนินงานและบทบาทของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ตามที่ทิศทางการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยที่มุ่งเน้นไปยังการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovation Product) การบริการใหม่มูลค่าสูง (High Value Services) และกระบวนการผลิตที่ทันสมัย (Advanced Manufacturing) ผ่านการขับเคลื่อนด้วยรูปแบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ซึ่งให้ความสำคัญในการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) นั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) ได้นำร่องขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility)” เพื่อเกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรให้เข้าไปปฏิบัติงานในภาคเอกชน ซึ่งจากการดำเนินการช่วงระยะหนึ่งพบว่า สถานประกอบการที่ต้องการบุคลากร วทน. เข้าไปปฏิบัติงานในรูปแบบโครงการนำร่อง ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งกิจกรรมที่ต้องการบุคลากร วทน. ไปปฏิบัติงานร่วมกับสถานประกอบการ มีลักษณะใกล้เคียงกัน อาทิ การแก้ปัญหาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม การบริหารจัดการ การยื่นขอมาตรฐานสินค้าและโรงงาน การทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และการวิเคราะห์ตัวอย่าง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น สถานประกอบการยังมีความต้องการร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเท่านั้น ส่งผลให้จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชน ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนจำนวนมาก ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน (Mentor)